เลือกแท็บเล็ตให้เหมาะกับการใช้งาน (สุขกายสบายใจ)
 
   เทคโนโลยีทุกวันนี้มาเร็วไปเร็ว จะตามใช้ทุกสิ่งที่อย่างก็ใช่ที่ จะปฏเสธโดยสิ้นเชิงก็เป็นไปได้ยาก

         ขณะที่ผู้ใหญ่บางคนยังรีรอกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ วัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวต่างกระโดดเข้าสู่เทคโนโลยีแบบใหม่กันอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา

         ลองหลับตานึกภาพดูสิว่า หากเป็นอย่างนี้ไปอีกสัก 4-5 ปี ความรับรู้ของคนต่างรุ่นจะแตกต่างกันมากมายขนาดไหน ช่องว่างความรู้ระหว่างกลุ่มคนต่างฐานะที่ใช้เทคโนโลยีและไม่ใช้นั้น จะไกลห่างออกจากกันไปอีกสักเท่าไหร่

         ใช่ว่าจะแนะนำให้ไล่ตามเทคโนโลยีใหม่อยู่ตลอดเวลา คนรุ่นใหม่นั้นรักอิสระ แต่มีไม่น้อยที่ตกเป็นทาสเทคโนโลยี หรือกลายเป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์ของยี่ห้องต่าง ๆ ที่สำคัญ เทคโนโลยีเป็นสิ่งไม่มีชีวิตจิตใจ ความฉลาดของมันจึงขึ้นอยู่กับความฉลาดของผู้ใช้เป็นสำคัญ หากใช้เป็นก็ได้ชื่อว่าเป็นนายเทคโนโลยี และเทคโนโลยีก็จะกลายเป็น "ของใช้" ไม่ใช่ "ของเล่น" อย่างที่ปรากฎในประเทศกำลังพัฒนาอย่างทุกวันนี้

         เทคโนโลยีปีนี้ที่มาแรงเห็นจะไม่มีใครเกิน "แท็บเล็ต" หลายคนงง ไม่รู้จักว่าคืออะไร ? ถ้าบอกว่า ไอแพดของแอปเปิล วีแพดของเวลคอม แกแล็กซี่แท็ปของซัมซุง ก็จะร้องอ๋อกันยาว ซึ่งปีนี้จะตามมาอีกหลายสิบแบรนด์ จนน่าจะถือได้ว่าเป็นปีทองของแท็บเล็ตทั่วโลกเลยทีเดียว

 แท็บเล็ตเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน ?

         ตอบแบบสั้น คือ เอาไว้ดูเว็บไซด์ หรืออ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) และตอบโต้อีเมล์ได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เนื่องจากขนาดที่เล็กเหมาะสำหรับพกพานั้น แม้จะใช้งานง่าย แต่กลับไม่เหมาะสำหรับงานผลิตและจัดการเอกสารเลยแม้แต่น้อย

 ควรเลือกซื้อแท็บเล็ตแบบไหนดี

         แต่ละยี่ห้อมีจอเล็กใหญ่ต่างกัน 5 นิ้วบ้าง 7 นิ้งบ้าง 10 นิ้วบ้าง ยิ่งจอใหญ่น้ำหนักก็จะยิ่งมาก ถือนานไปข้อมือของเราอาจเกิดการอักเสบได้ 

         แท็บเล็ตบางแบรนด์มีกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์ในตัว ซึ่งไม่ใช่ฟังก์ชั่นหลักของการใช้งานประเภทนี้ และที่ควรพิจารณาอีกข้อคือ ช่องเสียบสายยูเอสบี ถ้าไม่มีจะน่าหงุดหงิดรำคาญใจยิ่ง และถ้ารอคอยเป็น อย่าเพิ่งซื้อของที่เปิดตัวใหม่ เพราะมีข้อบกพร่องอยู่สูงมาก และราคายังสูงอยู่ สู้รออีกหกเดือน ให้มีรุ่นใหม่ออกมาเพิ่ม ค่อยช้อนซื้อของที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาดก็ไม่สายเกินไปนัก

 แท็บเล็ตเหมาะกับใคร

         น่าจะเหมาะสำหรับนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปประชุมต่างสถานที่เสมอ ซึ่งไม่มีเวลามานั่งทำงานกับโต๊ะ และส่วนมากใช้งานเขียนประเภทอีเมล์แบบสั้น สั่งงานเลขานุการหรือลูกน้อง นอกจากนี้ แท็บเล็ตยังเหมาะกับเด็กมัธยม ผู้สูงวัย หรือคนที่ไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยีมากนัก เพราะหน้าจอการใช้งานค่อนข้างง่าย

         แต่อย่าเพลินกับแท็บเล็ตจนลืมนึกถึงสตางค์ในกระเป๋าตนเองด้วยว่าสามารถจ่ายได้จริงไหม เพราะต้นทุนที่แท้จริงของการใช้งานสิ่งเหล่านี้ นอกจากจะเป็นราคาตัวเครื่องเอง ยังมีค่าใช้จ่ายเวลาของอินเทอร์เน็ตเพิ่มอีกด้วย
ทวิตเตอร์จัดระเบียบแอปฯ เสริม

ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมไมโครบล็อกกิ้งอย่างทวิตเตอร์ (Twitter)
ประกาศแผนจัดระเบียบจักรวาลทวิตเตอร์ครั้งใหม่ เปิดเกมควบคุมนักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระที่สร้างแอปฯ เสริมสำหรับใช้งานกับทวิตเตอร์มากขึ้น นักวิเคราะห์เชื่อต้องการปิดทางไม่ให้แอปฯ เสริมที่ไม่ได้รับการรับรองจากทวิตเตอร์สามารถทำตลาดได้ และยังลงมาควบคุมการเติบโตของโปรแกรมเสริมทวิตเตอร์มากขึ้น


       ทวิตเตอร์ออกประกาศในบล็อกของตัวเองเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื้อหาว่าด้วยกฎระเบียบใหม่ที่บริษัทต้องการพัฒนาโปรแกรมเสริมสำหรับผู้ใช้ทวิตเตอร์จะต้องปฏิบัติตาม โดยกฎใหม่ทั้งหมดนี้ถูกวิเคราะห์ว่าจะไม่ส่งผลถึงผู้ใช้ทวิตเตอร์ในทันที แต่จะมีผลถึงผู้ใช้ทวิตเตอร์รายใหม่ในอนาคตที่จะใช้งานโปรแกรมเสริมอย่าง Tweetbot หรือ Twicca รวมถึงแอปฯ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับทวิตเตอร์ แต่ไม่ได้ผลิตโดยทวิตเตอร์

หนึ่งในกฎใหม่ของทวิตเตอร์ระบุว่า จะอนุญาตให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระซึ่งสร้างแอปฯ บนทวิตเตอร์สามารถมีผู้ใช้ได้สูงสุด 100,000 คนเท่านั้น ยกเว้นว่าจะได้รับอนุญาตจากทวิตเตอร์ ส่วนแอปฯ ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วและมีผู้ใช้มากกว่า 100,000 คนจะสามารถรับผู้ใช้ได้เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ซึ่งทวิตเตอร์จะพิจารณาให้เพิ่มจำนวนผู้ใช้ได้เป็นกรณีไป

       แน่นอนว่ากฎใหม่ของทวิตเตอร์นำไปสู่การวิจารณ์ต่างๆ นานา ทั้งจากมุมผู้ใช้ทวิตเตอร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยชาวทวิตเตอร์จำนวนหนึ่งโพสต์ข้อความต่อต้านทวิตเตอร์ที่ออกกฎสวนทางกับความอิสระที่ข้อมูลดิจิตอลควรจะเป็น แถมยังมีการเหน็บแนบว่ากฎใหม่ของทวิตเตอร์นั้นเข้มงวดกว่าประเทศเผด็จการอย่างเกาหลีเหนือเสียอีก

       ที่ผ่านมาชาวทวิตเตอร์จำนวนไม่น้อยเลือกใช้บริการแอปฯ เสริมจากบริษัทอื่นเพื่อรับและส่งข้อความสู่ทวิตเตอร์อย่างสะดวกสบายขึ้นกว่าที่ทวิตเตอร์ให้บริการ กระทั่งปี 2011 ทวิตเตอร์เริ่มเพิ่มความสามารถเพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องหันไปใช้งานแอปฯ เสริมอย่างที่เคยเป็นมา กรณีที่เห็นชัดคือการเปิดคุณสมบัติแชร์ภาพอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ชาวทวิตเตอร์ไม่ต้องใช้บริการจากบริษัทอื่นอย่าง Twitpic และ Yfrog

       การเพิ่มความสามารถด้านภาพในทวิตเตอร์เกิดขึ้นเพียง 1 เดือนหลังจากทวิตเตอร์ตกเป็นข่าวว่าได้ตัดสินใจเซ็นสัญญาซื้อแอปฯ เสริมด้านจัดการการแสดงผลและส่งข้อความทวีตนามว่า TweetDeck

       TweetDeck นั้นเป็นโปรแกรมอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้พีซีสามารถอ่านและทวีตข้อความได้โดยไม่ต้องคลิกเปิดหน้าเว็บไซต์ทวิตเตอร์ให้ยุ่งยาก ความนิยมที่แพร่หลายของ TweetDeck ทำให้โลกพร้อมใจจับตามองเมื่อมีข่าวว่าบริษัทไอทีหลายค่ายพร้อมใจทุ่มเงินซื้อ TweetDeck ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กระทั่งสำนักข่าว TechCrunch อ้างแหล่งข่าววงในว่า TweetDeck ถูกทวิตเตอร์ซื้อไปในราคา 40-50 ล้านเหรียญ ซึ่งไม่มีการประกาศยืนยันใดๆ ตามมา

       ทั้งหมดนี้ ทวิตเตอร์ถูกมองว่ากำลังพยายามควบคุมแพลตฟอร์มของตัวเองให้มากขึ้นเพื่อแปลงร่างตัวเองให้เป็นบริษัทดิจิตอลมีเดียทรงพลังที่จะสามารถทำรายได้จากโฆษณาได้มากขึ้น ซึ่งชาวโลกเชื่อว่าทวิตเตอร์จะต้องปรับนโยบายอื่นๆ อีกในอนาคตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้

รายงานระบุว่า ทวิตเตอร์กำลังปรับตัวและออกนอกกรอบที่จำกัดเฉพาะ “ข้อความยาว 140 ตัวอักษร” และการออกกฎใหม่นี้สะท้อนว่าทวิตเตอร์เชื่อว่าการบริการคอนเทนต์อินเตอร์แอ็กทีฟมากขึ้นจะเป็นตัวช่วยให้ทวิตเตอร์สามารถนำเสนอโฆษณาที่ดีกว่าได้ แต่มีข้อแม้ว่าผู้ใช้จะต้องใช้แอปฯ ที่ได้รับการควบคุมอย่างเป็นทางการในการเข้าสู่ทวิตเตอร์เท่านั้น ซึ่งปัญหาคือทวิตเตอร์นั้นเป็นศูนย์กลางของนักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระจำนวนมาก เช่นเดียวกับผู้ใช้หลายคนที่ชื่นชอบโปรแกรมเสริมอย่าง Hootsuite, Uber และ Tweetbot มากกว่าผลิตภัณฑ์ของทวิตเตอร์เอง

       กฎใหม่ของทวิตเตอร์จึงถูกวิจารณ์ในวงกว้างว่า ทวิตเตอร์ต้องการแทรกแซงแอปฯ เสริมที่แข็งแกร่งและได้รับความนิยมอย่างจงใจ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้แอปฯ เสริมรายใหม่เข้ามาทำตลาดโดยไม่มีการควบคุม

       อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจในโลกออนไลน์ โดยเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาทวิตเตอร์เคยให้สัญญาณถึงการจัดระเบียบแพลตฟอร์มดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดอย่างเป็นทางการเช่นนี้

“แอปเปิล” เคยคิดพัฒนา “รถ” 

คดีความซึ่งแอปเปิลฟ้องร้องซัมซุงว่า “ลอกเลียนแบบไอโฟน-ไอแพด” นั้นทำให้ความลับเรื่องแผนการพัฒนาสินค้าของแอปเปิลถูกเปิดเผยหลายจุด หนึ่งในนั้นคือแผนพัฒนารถยนต์อัจฉริยะและกล้องดิจิตอลรุ่นพิเศษหลังจากเห็นความสำเร็จของไอพอด และในช่วงปี 2011 ที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของแอปเปิลเคยส่งอีเมลแนะนำแนวคิดการพัฒนาไอแพดขนาด 7 นิ้ว ซึ่งสะท้อนว่าไอแพด 7 นิ้วกำลังมีคิววางตลาดค่อนข้างแน่นอน
       
       ข้อมูลความลับเรื่องแผนพัฒนาสินค้าแอปเปิลถูกเปิดเผยโดยผู้บริหารที่ถูกเรียกขึ้นมาให้การในศาลแคลิฟอร์เนียเมื่อวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอย่างฟิล สคิลเลอร์ (Phil Schiller) และหัวหน้าทีมพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างสกอตต์ ฟอร์สตอลล์ (Scott Forstall) ถูกส่งมาให้การพร้อมกับจัสติน เดนิสัน (Justin Denison) ประธานฝ่ายกลยุทธ์ซัมซุงภูมิภาคสหรัฐอเมริกา (Samsung Telecommunications America)
       
       ทั้ง 2 ฝ่ายพยายามปกป้องบริษัทตัวเองให้พ้นจากข้อกล่าวหาเรื่องลอกเลียนการออกแบบและคุณสมบัติซอฟต์แวร์ของคู่แข่ง ผู้บริหารซึ่งเป็นตัวแทนของทั้ง 2 ค่ายจึงพร้อมใจแจกแจงข้อมูลว่าได้ลงทุนและลงแรงพัฒนาสินค้าของตัวเองไปอย่างยากเย็นและจริงจังเพียงใด ซึ่งทำให้ข้อมูลลับที่ทั้งคู่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนถูกรายงานต่อสาธารณชนทั่วโลก เช่นข้อมูลที่ระบุว่าแอปเปิลใช้เงินมากกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐในการทำตลาดไอโฟนและไอแพดนับตั้งแต่การเปิดตัวไอโฟนรุ่นแรกปี 2007 ขณะที่ซัมซุงระบุว่าใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านเหรียญต่อปีในการประชาสัมพันธ์แบรนด์ซัมซุง

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สก็อตต์ ฟอร์สตอล (Scott Forstall) ให้การเล่าเรื่องราวการพัฒนาไอโฟนและไอแพดที่หลายคนไม่เคยรู้
***รถแอปเปิล?
       
       สคิลเลอร์ให้การต่อศาลว่า ความสำเร็จของไอพอดเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้แอปเปิลมองว่าตัวเองสามารถเป็นได้มากกว่าบริษัทคอมพิวเตอร์ธรรมดา ดังนั้น แผนโครงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในแบรนด์แอปเปิลจึงเกิดขึ้นจำนวนมากเพื่อรอการพิจารณา โดยในแผนการทั้งหมดมีรถยนต์และกล้องดิจิตอลรวมอยู่ด้วย ซึ่งแอปเปิลเคยจำหน่ายกล้องดิจิตอล 1 รุ่นในชื่อ QuickTake ในช่วงปี 90 ด้วย
       
       สคิลเลอร์ยังเปิดเผยข้อมูลด้านการตลาดอีกหลายประเด็น ที่น่าสนใจคือ ในช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังการเปิดตัวไอโฟน งบการตลาดของแอปเปิลถูกใช้ไปน้อยมากเพราะสื่อมวลชนพร้อมใจตีข่าวเกี่ยวกับไอโฟนจนบริษัทไม่ต้องทำการตลาดใดๆ เพิ่มเติม หลังจากนั้น การประชาสัมพันธ์ไอโฟนจึงเกิดขึ้นภายใต้ทฤษฎีที่เรียกว่า “product as hero” ซึ่งยกให้ตัวผลิตภัณฑ์เป็นตัวเอกในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง ขณะที่แอปเปิลหันไปทุ่มกำลังสร้างความพิเศษให้ผู้บริโภครับรู้ถึงภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์
       
       ด้านฟอร์สตอลล์ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการพัฒนาไอโฟนรุ่นแรกให้ข้อมูลว่า แอปเปิลเริ่มต้นพัฒนาไอแพดในปี 2003 ในฐานะผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับผู้ต้องการใช้งานแล็ปท็อปราคาประหยัด ซึ่งเป็นทางออกของการไม่ต้องการพัฒนาแล็ปท็อปราคาประหยัดของแอปเปิล ต่อมาในปี 2004 งานผลิตไอแพดจึงถูกย้ายแพลตฟอร์มไปทำงานบนระบบโทรศัพท์มือถือ เพราะแอปเปิลเห็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมครั้งใหญ่
       
       ฟอร์สตอลล์มีดีกรีเป็นลูกน้องสตีฟ จ็อบส์ในสมัยทำกิจการเนกซ์คอมพิวเตอร์ (NeXT Computer) ในปี 1992 โดยฟอร์สตอลล์ระบุว่าได้รับมอบหมายจากจ็อบส์ให้สร้างหน้าตาโปรแกรม หรือ user-interface สำหรับไอโฟนโดยไม่จ้างใครนอกองค์กรแอปเปิล เพื่อเก็บข้อมูลของไอโฟนให้เป็นความลับสุดยอด

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพจำลองต้นแบบรถยนต์ที่พัฒนาโดยแอปเปิล
***สตีฟ จ็อบส์ยอมรับ “แท็บเล็ต 7 นิ้ว”
       
       อีกหนึ่งข้อมูลเด่นคือเรื่องราวของไอแพดขนาด 7 นิ้ว โดยก่อนหน้านี้สตีฟ จ็อบส์ ผู้ล่วงลับเคยประกาศไม่สนใจการผลิตแท็บเล็ตขนาด 7 นิ้วเพราะคิดว่าเล็กเกินไป โดยมองว่าหน้าจอขนาด 9.7 นิ้วถือเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี แต่ในระยะหลังกระแสข่าวลือแพร่สะพัดทั่วโลกออนไลน์ว่าแอปเปิลเตรียมวางขายไอแพดมินิ (iPad mini) ไอแพดรุ่นใหม่ที่มีขนาดหน้าจอ 7-8 นิ้ว กระแสข่าวนี้ทำให้ซัมซุงใช้เป็นจุดโจมตีว่าแอปเปิลได้แรงบันดาลใจมาจากซัมซุงเช่นกัน ไม่ต่างจากข้อกล่าวหาที่แอปเปิลใช้ฟ้องซัมซุงว่าใช้ไอโฟนเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้าตระกูลกาแล็กซี (Galaxy)
       
       เควิน จอห์นสัน (Kevin Johnson) ทนายความซัมซุง ตั้งคำถามฟอร์สตอลล์ถึงอีเมลจากผู้บริหารแอปเปิล “เอ็ดดี คู (Eddy Cue)” ประธานฝ่ายธุรกิจไอจูนส์ซึ่งส่งถึงฟอร์สตอลล์ในวันที่ 24 ม.ค. 2011 โดยในเนื้อความมีการวิเคราะห์ว่าขนาดไอแพดนั้นไม่เหมาะสม แต่มีการชื่นชมขนาดหน้าจอ 7 นิ้วของ Samsung Galaxy Tab พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าแอปเปิลควรผลิตแท็บเล็ต 7 นิ้วเพราะมีตลาดใหญ่รองรับอยู่ จุดนี้ในอีเมลระบุว่าหลังจากรายงานต่อสตีฟ จ็อบส์หลายครั้ง ตัวสตีฟ จ็อบส์เองก็เริ่มเห็นด้วยในครั้งสุดท้ายที่มีการรายงานแนวคิดแท็บเล็ต 7 นิ้ว
       
       สื่อต่างชาติรายงานความลับภายในแอปเปิลที่ถูกเปิดเผยระหว่างการพิจารณาคดีความระหว่างแอปเปิลกับซัมซุงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการใช้ชื่อลับในการพัฒนาไอโฟนว่าโครงการสีม่วง หรือ Project Purple โดยบรรยากาศภายในอาคารพัฒนาซึ่งถูกเรียกว่าตึกสีม่วง (Purple Building) นั้นมีลักษณะเหมือนหอพักที่มีผู้คนตลอดเวลา และผู้คนที่มีส่วนร่วมกับโครงการนี้จะมีกฎข้อแรกเหมือนภาพยนตร์เรื่อง “Fight Club” ซึ่งระบุว่าทุกคนห้ามพูดถึงโครงการนี้

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สัญลักษณ์แอปเปิล
นอกเหนือจากความลับในการพัฒนาสินค้า แอปเปิลยังแสดงพัฒนาการแท็บเล็ตของซัมซุงสมัยก่อนและหลังแอปเปิลแจ้งเกิดไอโฟน ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดว่าลักษณะการออกแบบสินค้าซัมซุงนั้นถอดแบบมาจากสินค้าของแอปเปิล
       
       ทั้งหมดนี้ทำให้แอปเปิลพยายามเรียกร้องค่าเสียหาย 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐจากซัมซุง พร้อมขอให้ศาลสั่งห้ามซัมซุงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในสหรัฐฯ และหลายพื้นที่ทั่วโลก ขณะที่ซัมซุงก็ยังยืนยันว่าแอปเปิลต่างหากที่เป็นผู้ละเมิดสิทธิและนำแนวคิดจากซัมซุงไปใช้ในหลายจุด
       
       ท่ามกลางคดีระหว่างแอปเปิลกับซัมซุงที่มีกำหนดการพิจารณาคดีต่อเนื่องตลอดเดือน ส.ค.นี้ ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าแอปเปิลกำลังเจรจาซื้อเว็บไซต์โซเชียลคอมเมิร์ซนามเดอะแฟนซี (The Fancy) โดยสำนักข่าวบิสิเนสอินไซเดอร์ (Business Insider) รายงานว่าแอปเปิลกำลังเจรจาเสนอซื้อกิจการอีคอมเมิร์ซแนวใหม่เพื่อสร้างตลาดของตัวเองให้รองรับบริการพาสบุ๊ก (PassBook) คุณสมบัติใหม่ในระบบปฏิบัติการ iOS 6 ที่ผู้ใช้จะสามารถจัดการข้อมูลสำคัญเพื่อการซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
       
       เดอะแฟนซีเป็นบริการที่ผู้ใช้งานสามารถโพสต์ภาพสินค้าและสามารถซื้อขายกันเองได้โดยสะดวก สถิติล่าสุดพบว่ายอดซื้อขายผ่านเว็บไซต์ต่อวันสูงถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยไม่น่าเชื่อว่าซีอีโอแอปเปิลชื่อดัง “ทิม คุค (Tim Cook)” ได้ลงชื่อใช้งานเดอะแฟนซีด้วยตัวเอง (การตรวจสอบพบว่าบัญชีของคุคได้รับการยืนยันตัวตน) ทั้งหมดแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างซีอีโอแอปเปิลกับเว็บไซต์อนาคตไกลรายนี้